ขอเชิญผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองนราธิวาสในวันเสาร์ที่ 21 เมษายน 2555 เวลา 08.30 - 15.00 น. ...
 


 

    รองเง็ง  

รองเง็ง หรือรองแง๊ง เป็นศิลปะเต้นรำพื้นเมืองของไทยมุสลิม มีความสวยงามทั้งลีลาการเคลื่อนไหวของเท้า มือ ลำตัว และการแต่งกายคู่ชายหญิง กล่าวกันว่า การเต้นรองเง็งสมัยโบราณ เป็นที่นิยมในบ้านขุนนางหรือเจ้าเมืองใน 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น ที่บ้านรายายะหริ่ง หรือพระพิพิธเสนามาตย์ฯ เจ้าเมืองยะหริ่งสมัยก่อนการเปลี่ยนเแปลงการปกครอง (พ.ศ.2439 - 2449) มีหญิงสาวซึ่งเป็นข้าทาสบริพาร ฝึกรองเง็งเพื่อไว้ต้นรับแขกเหรื่อในงานรื่นเริง หรืองานพิธีต่าง ๆ เป็นประจำ เนื่องจากวัฒนธรรมมุสลิม ไม่นิยมให้สตรีเข้าสังคมกับบุรุษเพศ โดยประเจิดประเจ้อ ฉะนั้นนอกจากผู้หญิงบริวารเจ้าเมืองแล้ว ผู้หญิงอื่น ๆ ที่เป็นผู้ดี จึงไม่มีโอกาสฝึกรองเง็ง เพียงแต่นั่งดูเข้าเต้นกัน รองเง็งระยะแรก ๆ จึงนิยมกันเพียงวงแคบ ๆ รองเง็งในประเทศไทย นิยมเต้นกันในบ้านขุนนางมุสลิมไทยดังกล่าวข้างต้น ต่อมาได้แพร่หลายสู่ชาวบ้าน โดยอาศัยการแสดงมะโย่ง มะโย่งแสดงเป็นเรื่องและมีการพักครั้งละ 10-15 นาที ระหว่างที่พักนั้นจะสลับฉากด้วยรองเง็ง เมื่อดนตรีขึ้นเพลงรองเง็ง ฝ่ายหญิงที่แสดงมะโย่ง จะลุกขึ้นเต้นจับคู่กันเอง เพื่อให้เกิดความสนุกสนานยิ่งขึ้น จึงเชิญชายผู้ชมเข้าร่วมวงด้วย ในที่สุดรองเง็ง จึงเป็นการเต้นรำที่ถูกอกถูกใจชาวบ้าน แต่ไม่ถึงขั้นมีการจูบดังบทพระราชนิพนธ์ดังกล่าว ภายหลังมีการจัดตั้งคณะรองเง็ง รับจ้างเล่นในงานต่าง ๆ ตามทำนองรำวง ซึ่งแพร่หลายอยู่จนปัจจุบัน ความจริงการเต้นรองเง็งของไทยมุสลิม เป็นการเต้นที่สุภาพ คือไม่มีการถูกเนื้อต้องตัวกัน เพลงหนึ่งก็เต้นไปอย่างหนึ่ง ฉะนั้นผู้เต้นรองเง็งต้องฟังเพลงได้ด้วยว่า เพลงนั้นจังหวะเต้นอย่างไร รองเง็งผู้เต้นรองเง็งส่วนใหญ่แต่งกายแบบพื้นเมือง ผู้ชายสวมหมวกไม่มีปีกสีดำ หรือที่เรียกว่าหมวกแขก บางทีศรีษะสวมชะตางัน หรือโพกผ้าแบบเจ้าบ่าวมุสลิม นุ่งกางเกงขายาว ขากว้าง คล้ายกางเกงจีน สวมเสื้อคอกลมแขนยาวผ่าครึ่งอก สีเดียวกับกางเกง แล้วใช้โสร่งแคบ ๆ ยาวเหนือเข่า สวมทับกางเกงเรียกว่าผ้าลิลินังหรือผ้าซาเลนดัง มักทำด้วยผ้าซอเกาะ ถ้าเป็นของเจ้านาย หรือผู้ดีมีเงิน มักเป็นผ้าไหมยกดิ้นทองดิ้นเงิน ฐานะรองลงมาใช้ผ้าไหมเนื้อดี ตาโต ๆ ถัดมาใช้ผ้าธรรมดา ส่วนผู้หญิงสวมเสื้อแขนกระบอก เรียกเสื้อบันดัง ลักษณะเสื้อแบบเข้ารูปปิดสะโพก ผ่าอกตลอด ติดกระดุมทองเป็นระยะ สีเสื้อสดสวยและเป็นสีเดียวกับผ้า ซึ่งนุ่งกรอมเท้า นอกจากนั้นยังมีผ้าคลุมไหล่บาง ๆ สีตัดกับสีเสื้อที่สวม เพลงจังหวะรองเง็งมีผู้รู้จักและนิยมเต้น ส่วนใหญ่มีจำนวน 7 เพลง คือ เพลงลาฆูดูวอ เพลงลานัง หรือเลนังเลนัง เพลงปูโจ๊ะปีซัง เพลงจินตาซายัง เพลงอาเนาะดีดี๊ หรืออาเนาะดีดิ เพลงมะอีนังชวา เพลงมะอีนังลามา นอกจาก 7 เพลงนี้แล้ว อาจมีเพลงอื่น ๆ อีกได้แก่ เพลงตารีกาโรง เพลงบุหงารำไป เพลงมาสแมระห์ หรือมัสแมเรอะ เพลงจินโยดีวักตูมาลำอารี ผู้เล่น การตั้งวงหรือตั้งคณะลิเกฮูลู คล้ายกับการตั้งวงลำตัดหรือเพลงฉ่อย คณะหนึ่ง ๆ มีลูกคู่ประมาณ 10 กว่าคน ผู้ร้องเพลงและขับร้องมีประจำคณะอย่างน้อยคณะละ 2 - 3 คน และอาจมีนักร้องภายนอกมาสมทบร่วมสนุกอีกก็ได้ กล่าวคือคนดู คนใดนึกสนุกอยากร่วมวงก็จะได้รับอนุญาตจากคณะลิเก คล้าย ๆ กับ การเล่นเพลง บอกภาคใต้ การแต่งกาย ผู้แสดงลิเกฮูลูสมัยก่อนมักแต่งชุดอย่างชาวบ้านทั่ว ๆ ไป คือ โพกหัว สวมเสื้อคอกลม นุ่งโสร่ง บางครั้งเหน็บขวาน ทำนองไว้ข่มขวัญคู่ต่อสู้ ต่อมา มีการแต่งกายแบบการเล่นสิละ แต่ไม่เหน็บกริชหรือถือกริช อาจเหน็บขวานด้วยเหตุผล ดังกล่าว ปัจจุบันมักแต่งกายแบบไทยมุสลิมทั่วไปหรือเป็นแบบสมัยนิยม ดนตรี ดนตรีลิเกฮูลูประกอบด้วย รำมะนา (รือบานา) อย่างน้อย 2 ใบ ฆ้อง 1 วง และลูกแซ็ก 1 - 2 คู่ บางคณะอาจมีขลุ่ยเป่าคลอ ขณะลูกคู่ร้องและดนตรีบรรเลง ดนตรีจะหยุดเมื่อมีการร้องหรือขับ ทำนองเดียวกับการร้องลำตัดหรือเพลงฉ่อย